10 เมนูอันตรายหน้าร้อน

ส้มตำ
น.พ.สุวรรณชัยกล่าวว่า เมนูที่กรมควบคุมโรครวบรวมไว้ ซึ่งมักพบผู้ป่วยจาก 10 เมนูอันตราย คือ 1.ลาบ/ก้อยดิบ เช่น ลาบหมู ก้อยปลาดิบ
2.ยำกุ้งเต้น
3.ยำหอยแครง
4.ข้าวผัดโรยเนื้อปู โดยเฉพาะกรณีที่ทำในปริมาณมาก เช่น อาหารกล่องแจกนักเรียนหรือคณะท่องเที่ยว
5.อาหาร/ขนม ที่ราดด้วยกะทิสด
6.ขนมจีน
7.ข้าวมันไก่
8.ส้มตำ
9.สลัดผัก
10.น้ำแข็ง

ส่วนอาหารปิ้งย่างที่นิยมรับประทานกัน เช่น หมูกระทะ กุ้งกระทะ ช่วงหน้าร้อนควรปิ้งให้สุกจะได้ปลอดภัยจากอาหารเป็นพิษ และรับประทานอาหารที่ปรุงใหม่ภายใน 4 ชั่วโมงหลังปรุงสุก อาหารกระป๋องแม้จะปลอดภัยก็ต้องดูวันหมดอายุ อาหารค้างคืน ต้องอุ่นทำให้สุกก่อนรับประทานทุกครั้ง ฤดูร้อนต้องปรุงอาหารให้สุก ร้อน สะอาด” ส่วนผู้บริโภคต้องกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ”

นสพ.ข่าวสด

เคล็ดลับสร้างสุขใน 7 วัน

happy time

เนรมิตความสุข 7 วัน 7 สไตล์ กันเถอะสาวๆ!!

ความสุขเกิดขึ้นได้รอบตัว คุณเองสามารถเปลี่ยนแปลงความสุขได้หลากหลายรูปแบบภายใน 1 สัปดาห์ อย่าปล่อยให้ความสุขของคุณลดลงไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเกิดจากภาระหน้าที่การงานหรือเรื่องทุกข์ที่เข้ามากวนใจ ลองหันหน้าเข้าหาความสุข แล้วสลัดความเศร้าหมองทิ้งไปดีกว่าคะ

วันจันทร์ : สร้างมิตรภาพ
เพื่อนที่คอยเติมเต็มความสุขให้กับชีวิตของคุณ การเลือกคบเพื่อนที่ดีจะทำให้คุณมีความสุข ความจริงใจและความห่วงใยที่มีต่อกัน สานสัมพันธ์ให้คุณรู้สึกอบอุ่นใจ แต่หากคุณเริ่มรู้สึกเหนื่อยกับเพื่อนคนไหน ที่พาแต่เรื่องทุกข์ใจมาให้ ควรถอยห่างออกมา แล้วใช้ช่วงเวลาความสุขกับเพื่อนแท้ดีกว่าค่ะ

วันอังคาร : สำรวจรูปร่างตัวเอง
การมีหุ่นเพรียวบางเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนปรารถนา จากผลสำรวจพบว่าผู้หญิงกว่า 20% กังวลเรื่องรูปร่างของตัวเองวันละไม่ต่ำกว่า 20 ครั้งเลยทีเดียว ดังนั้นลองมาทำให้หุ่นของคุณสมส่วนดังใจเถอะค่ะ ลองใช้วิธีง่าย ๆ อย่างการกระโดดบนเตียงผ้าใบยืดหยุ่น ช่วยกระชับให้กล้ามเนื้อของคุณได้รูป แถมยังทำให้รู้สึกสนุกสนานเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งด้วยนะ

วันพุธ : เพิ่มความมั่นใจ
เริ่มสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ด้วยการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของคุณออกมา หากคุณเป็นคนที่ชอบเก็บตัวอยู่ในโลกส่วนตัว ลองก้าวออกมาสู่สังคมภายนอกบ้าง แนะนำว่าคุณต้องมั่นใจในตัวเองก่อน อันดับแรกตั้งเป้าหมาย แล้วตั้งศีรษะมองไปข้างหน้า พร้อมกับก้าวเดินออกจากบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสให้ท่องไว้ว่าความ สุขอยู่ตรงหน้าของคุณ เท่านี้คุณก็พร้อมจะกระโจนใส่ความสุขได้ทุกเมื่อแล้วล่ะค่ะ

วันพฤหัสบดี : คลายความเครียด
ความเครียดเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทั้งเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องเรียน หรือแม้กระทั่งเรื่อง ความรัก ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของคุณ พยายามปล่อยวางกับปัญหาตรงหน้า แล้วหาสิ่งที่มีประโยชน์ทำดูบ้างซิคะอย่างการอาสาสมัครช่วยเหลืองงานสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้อื่นมีความสุข และในเวลาเดียวกันความสุขนั้นก็จะกลับมาหาคุณ ทำให้คุณอิ่มเอมใจได้แน่นอนค่ะ

วันศุกร์ : สานสัมพันธ์
ความรักทำให้โลกสดใส เราทุกคนต้องการความรักและความห่วงใย แต่ก่อนอื่นที่คุณจะได้มันมาครอบครอง คุณเองต้องรู้จักให้ผู้อื่นด้วยเช่นกัน เพราะความสัมพันธ์ที่ยืนยาวไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หมั่นเติมความรักให้กันและกันทุกวัน ลองมองหาสิ่งที่คุณทั้งคู่ทำร่วมกันแล้วมีความสุข แล้วทำสิ่งนั้นร่วมกันทุก ๆ วัน เชื่อได้เลยค่ะว่าความสุขนั้นจะไม่หนีไปไหนแน่นอน

วันเสาร์ : หน้าที่การงาน
มาทำงานให้มีความสุขกันเถอะค่ะ ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่างานมากมายก่ายกองกำลังแย่งช่วงเวลาอันแสนสุขของคุณไป แนะนำให้จัดการกับมันด้วยวิธีการจดบันทึกสิ่งที่ต้องทำทั้งหมดลงในกระดาษจัด ลำดับความสำคัญให้ดีเรียงจากมากไปน้อย แล้วค่อย ๆ ทำทีละอย่างให้สำเร็จ เมื่อทำเสร็จแล้วให้ขีดฆ่าออกไป ทำให้คุณเป็นกังวลน้อยลง และเป็นวิธีการที่ดีทีเดียวสำหรับการควบคุมตัวเอง ลองทำดูนะ

วันอาทิตย์ : พักผ่อน
หลังจากทำงานมาทั้งอาทิตย์แล้ว วันนี้เป็นวันที่คุณควรพัก ให้คุณหาความสุขให้เต็มที่ ไม่ว่าจะออกไปเที่ยวดูหนัง ช้อปปิ้ง หรือนอนอยู่กับบ้านทั้งวันก็ตาม จากนั้นให้คุณหยุดสำรวจสักนิดว่า 6 วันที่ผ่านมามีอะไรที่ต้องปรับปรุงบ้าง แล้วนำสิ่งนั้นไปเปลี่ยนแปลงพร้อมลุยกับวันใหม่ที่สดใสได้เลยค่ะ..

ภัย รองเท้าแตะ

http://webboard.yenta4.com/topic/415795

ใครที่ชอบใส่รองเท้าแตะเป็นประจำ ทราบหรือไม่ว่า รองเท้าแตะก็ให้โทษได้เหมือนกัน ใครที่ชอบใส่รองเท้าแตะเป็นชีวิตจิตใจ แบบว่า ใส่ทุกวันตั้งแต่เช้ายันค่ำ ไม่ว่าจะไปไหนก็ขอลากแตะไปทุกที่ ควรระวังอาการปวดต่าง ๆ ที่จะตามมา เพราะว่าผลการวิจัยจาก Auburn University ระบุว่า การสวมใส่รองเท้าแตะแบบคีบบ่อย ๆ จะทำให้ ปวดเท้า เข่า และขา
จากการนำเด็กในมหาวิทยาลัยจำนวน 39 คนมาทดลองโดยให้สวมรองเท้าแตะคีบ กับรองเท้ากีฬาทำกิจกรรมต่าง ๆ ปรากฏว่าคนที่สวมรองเท้าแตะ จะมีช่วงการก้าวขาที่สั้นกว่า คนที่สวมรองเท้ากีฬา และเมื่อให้สบัดเท้าไปด้านหลัง ก็ทำได้ไม่สูงนัก เพราะต้องให้แรงคีบรองเท้าเอาไว้มากกว่าคนที่สวมรองเท้ากีฬา
จากการทดลองนี้เข้าทางแนวคิดเดียวกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในนิวยอร์ก ที่เคยเตือนสาวกรองเท้าคีบว่า การสวมรองเท้าชนิดนี้ ต้องใช้แรงนิ้วเท้าในการเกาะยึดรองเท้ามากกว่าการสวมรองเท้าชนิดอื่น จึงอาจจะทำให้ผู้สวมใส่มีอาการกระดูกหน้าแข้ง และเส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ
รู้อย่างนี้แล้ว ควรลากแตะในเวลาที่ต้องการพักเท้าจะดีที่สุด

ภัยรองเท้าแตะใครที่ชอบใส่รองเท้าแตะเป็นประจำ ทราบหรือไม่ว่า รองเท้าแตะก็ให้โทษได้เหมือนกัน ใครที่ชอบใส่รองเท้าแตะเป็นชีวิตจิตใจ แบบว่า ใส่ทุกวันตั้งแต่เช้ายันค่ำ ไม่ว่าจะไปไหนก็ขอลากแตะไปทุกที่ ควรระวังอาการปวดต่าง ๆ ที่จะตามมา เพราะว่าผลการวิจัยจาก Auburn University ระบุว่า การสวมใส่รองเท้าแตะแบบคีบบ่อย ๆ จะทำให้ ปวดเท้า เข่า และขา
จากการนำเด็กในมหาวิทยาลัยจำนวน 39 คนมาทดลองโดยให้สวมรองเท้าแตะคีบ กับรองเท้ากีฬาทำกิจกรรมต่าง ๆ ปรากฏว่าคนที่สวมรองเท้าแตะ จะมีช่วงการก้าวขาที่สั้นกว่า คนที่สวมรองเท้ากีฬา และเมื่อให้สบัดเท้าไปด้านหลัง ก็ทำได้ไม่สูงนัก เพราะต้องให้แรงคีบรองเท้าเอาไว้มากกว่าคนที่สวมรองเท้ากีฬา จากการทดลองนี้เข้าทางแนวคิดเดียวกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในนิวยอร์ก ที่เคยเตือนสาวกรองเท้าคีบว่า การสวมรองเท้าชนิดนี้ ต้องใช้แรงนิ้วเท้าในการเกาะยึดรองเท้ามากกว่าการสวมรองเท้าชนิดอื่น จึงอาจจะทำให้ผู้สวมใส่มีอาการกระดูกหน้าแข้ง และเส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ
รู้อย่างนี้แล้ว ควรลากแตะในเวลาที่ต้องการพักเท้าจะดีที่สุด

ความซึมเศร้าทำให้ “ตา” เห็นโลกเป็นสีเทา

โลกกลายเป็นสีเทาหม่นยามคนเราเศร้าดูท่าจะเป็นความจริง และอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ศิลปิน สะท้อนอารมณ์ซึมเศร้าออกมาเป็นภาพมืดมัว เพราะความเศร้านอก จากส่งผลต่อพฤติกรรมของบุคคล ยังส่งผลต่อการมองเห็นของคนนั้น ทำให้เรามองเห็นภาพต่างๆ เป็นสีเทา
..
ดร.ลัดเจอร์ เทอบาร์ตซ์ นักวิทยาศาสตร์เยอรมันจากมหาวิทยาลัยฟรีบูร์ก รายงานในวารสารจิตเวชศาสตร์เชิงชีววิทย าว่า จากการใช้คลื่นไฟฟ้าทดสอบปฏิกิริยาของเรตินา หรือจอประสาทตาของคนสองกลุ่มที่ซึมเศร้าและไม่ซึมเศร้าพบว่า ความสลดหดหู่ทำให้คนเราแยกแยะความแตกต่างของสีขาวและดำได้ยากขึ้น เหมือนปิดสวิตช์แสงคอนทราสต์ หรือความคมชัดของโทรทัศน์ โดยคนเรายิ่งเศร้ามากเท่าไร เรตินายิ่งแยกแยะได้น้อยลง ซึ่งแปลว่าโลกยิ่งเป็นสีเทามากขึ้นนั่นเอง
..
“เมื่อคนเราหดหู่ เราจะรับความแตกต่างของแสงได้น้อยลง ทำให้มองเห็นโลกไม่ค่อยน่ารื่นรมย์ โดยผลที่ได้ไม่มีความแตกต่างกันในกลุ่มที่กำลังรับยาต้านอาการซึมเศร้า” วิลเลียม โคว์เปอร์ ผู้ร่วมวิจัยกล่าว
ที่มา นสพ.ข่าวสด

เตือนกินยา “ไวอากร้า” มากเกินไป เสี่ยงหูหนวก

ปัญหา “นกเขาไม่ขัน” เป็นเรื่องหนักอกหนักใจของผู้ชายจำนวนมาก ส่งผลให้ยาไวอากร้าที่มีสรรพคุณกระตุ้นสมรรถภาพทางเพศแจ้งเกิดในตลาดโลก แต่การศึกษาชิ้นใหม่จากอเมริกันเตือนว่า การกินยาไวอากร้ามากๆ ทำให้เสี่ยงต่อการ “หูหนวก” เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
เจอรัลด์ แม็กกวิน มหาวิทยาลัยอลาบามา สหรัฐอเมริกา ผู้นำการวิจัย กล่าวว่า จากการทดลองให้หนูทดลองกินยาในปริมาณมากทำให้หนูสูญเสียการได้ยิน และเก็บตัวอย่างจากชายอเมริกันกว่า 40 คน ที่ใช้ไวอากร้าในปริมาณมาก พบว่า มากกว่า 1 ใน 6 มีอาการหูหนวก หรือหูตึง
ดร.เจมส์ ซอนเดอร์ส แพทย์หู ศูนย์การแพทย์ดาร์ตมัธ ฮิตช์ค็อก เมืองนิวแฮมป์เชียร์ กล่าวว่า ผู้ผลิตยาไวอากร้าจำนวนมากใส่คำเตือนเอาไว้ที่ภาชนะบรรจุว่ายานี้อาจทำให้สูญเสียการได้ยิน แต่การศึกษาชิ้นนี้เป็นชิ้นแรกที่ตอกย้ำความน่าสะพึงกลัวดังกล่าว คนไข้ที่หูตึงไม่ควรกินยาไวอากร้า
“ส่วนคนที่เพิ่งจะเริ่มใช้ยาไวอากร้าคงจะต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะคุ้มหรือไม่ระหว่างได้สมรรถภาพความเป็นชายกลับคืนมา แต่อาจต้องเสียการได้ยินไป” ดร.ซอนเดอร์ส ระบุ

10 วิธีหนี “สมองเสื่อม”

“สมอง” อวัยวะที่เป็นศูนย์บัญชาการสั่งการการทำงานของคนเรา ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นอวัยวะสุดสำคัญ ต้องรักษากันไว้ให้ดี อย่าให้เสื่อมไปก่อนวัยอันควร ถึงแม้กระทรวงสาธารณสุขจะบอกว่าแนวโน้มของผู้สูงอายุไทยจะเป็นโรคสมองเสื่อมในอีก 20 ปี ข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอัตราเล็กน้อย แต่ก็ไม่ควรวางใจปล่อยปละละเลย
“ต้นคิด” จดหมายข่าวรายเดือนของสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ กระซิบบอกเคล็ดวิธีในการถนอมสมอง ด้วยการสร้าง 10 ลักษณะนิสัยสู้ภัยสมองเสื่อมมาให้ โดยบอกว่า
1. ให้ กินอาหารเช้าเป็นกิจวัตร เพราะจะช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ และมีสารอาหารไปเลี้ยงสมองได้อย่างเพียงพอ
2. ต้อง กินอาหารแต่พอดี ไม่มากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว ทำให้เกิดโรคความจำสั้น
3. ไม่สูบบุหรี่ เนื่องจากผลวิจัยยืนยันว่า การสูบบุหรี่ไม่เพียงแต่เป็นเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อ แต่ยังทำให้เสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ หรือ “สมองเสื่อม” อีกด้วย
4. ลดของหวาน การกินของหวานไม่เพียงทำให้อ้วน แต่ยังกระทบต่อสมองอีกด้วย ถ้ากินของหวานมากเกินพอดีจะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาของสมอง
5. หลีกให้ไกลมลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อย ส่งผลต่อประสิทธิภาพสมองลดลง
6. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ การอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตาย
7. ไม่นอนคลุมโปง เพราะจะลดออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายให้น้อยลง
8. ไม่ใช้สมองในยามป่วย การฝืนสังขารไม่เกิดผลดี กลับจะทำให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง เหมือนทำร้ายสมองไม่รู้ตัว ส่งผลต่อสมรรถภาพการทำงานของสมองในระยะยาว
9. บริหารสมองเป็นนิจ คิดในเรื่องสร้างสรรค์ ไม่คิดฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อย หรือคิดในทางลบ
10. พูดคุยสังสรรค์กับผู้คน เพราะการพูดเป็นตัวแสดงประสิทธิภาพสมอง เนื่องจากต้องคิดต้องขบประเด็น ที่จะสื่อสารต่อยอดการสนทนา อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตา “เม้าท์” นินทาว่าร้ายคนอื่น
สิบข้อง่ายๆ คงพอจะช่วยให้ห่างไกลจาก “สมองเสื่อม” ได้บ้างตามสมควร.

เติมเต็มความสุขด้วยตัวเอง

Fulfill for Fully Life : เติมเต็มความสุขด้วยตัวเอง
by Intira  Sriumnouy
ตื่นมาวันนี้รู้สึกว่าตัวเองขาดๆ ค่ะ ไม่รู้มีใครเป็นเหมือนเรามั้ย ที่จู่ๆ ก็รู้สึกว่าชีวิตขาดวิ่นไม่ค่อยสมบูรณ์ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เพิ่งอกหัก ไม่ได้รักคุด ไม่ได้รุดทำงานหนัก แถมยังได้พักเป็นเวลาเพียงพออีกต่างหาก แต่ทำไม๊ ทำไมถึงได้รู้สึก “ไม่เต็ม” แต่พอได้ปรึกษาและพินิจพิเคราะห์อาการกับเพื่อนสาวอยู่นาน คำตอบที่ได้คือ “อาการขาดความสุข” นี่เองที่เป็นตัวบั่นทอนทำให้เรารู้สึกไม่เต็มซะที พอรู้อย่างนี้เราเลยรีบหาวิธีปั๊มความสุขเข้าตัวให้เร็วที่สุด โดยเริ่มจาก
1. เติมด้วยวัตถุ อันนี้ไม่ได้สนับสนุนให้คุณสาวๆ หันมาเป็นสาวกวัตถุนิยมหรอกนะคะ แต่เราอยากให้รู้จักกับคำว่า “ให้รางวัลตัวเอง” มากกว่า ในที่นี้จึงไม่ได้หมายความว่าวัตถุสามารถซื้อความสุขได้เสมอไป แต่ในบางครั้งความรู้สึกที่มันขาดหายไปของเรา อาจเกิดขึ้นเพราะความรู้สึกต้องการที่มีอยู่ในใจ แต่ถูกสกัดไว้ด้วยคำว่า “พอเพียง” ซึ่งหลักพอเพียงถูกต้องที่สุดค่ะ แต่ความพอเพียงที่ว่านั้นต้องพอเพียงไปพร้อมๆ กับใจ ไม่ใช่ว่าอยากพอเพียงแต่ใจกลับทุกข์เหลือเกิน ฉะนั้นเราทำงานมาเหนื่อยๆ ถ้าจะให้รางวัลกับตัวเองในสิ่งที่เราต้องการจริงๆ (ขอย้ำว่าต้องการจริงๆ นะคะ) มันก็คงไม่ใช่เรื่องผิด เพราะคุณรู้หรือไม่ว่า การได้ทำตามใจตัวเองแม้เป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม จะทำให้เรารู้สึกอิ่มเอมขึ้นมาแบบไม่ต้องเค้น ฉะนั้นถ้าตัวเลขในบัญชีหายไปแต่ตัวเลขความสุขในใจกลับทวีขึ้นมาในลักษณะสวนทางกัน ในบางครั้งมันก็คุ้มค่านะคะ
2. เติมความสนุก “ความสนุก” ก่อให้เกิด “ความสุข” โดยสนุกในที่นี้สามารถทำได้หลายแบบค่ะ บางคนรักที่จะสนุกโดยการไปแฮงเอ้าท์กับเพื่อนๆ ในขณะที่บางคนสามารถสนุกได้เพียงแค่พกหนังสือติดตัวเพียงเล่มเดียว ซึ่งบางคนอาจเคยคิดว่าชีวิตฉันมีพร้อมทุกอย่างอยู่แล้ว ทั้งการงาน การเงิน และความรัก แต่ทำไม๊ ทำไมยังไม่แฮปปี้ดี๊ด๊าเท่าคนที่มีไม่ครบเครื่องอย่างคุณเลย ทั้งนี้ก็อาจเป็นเพราะว่าชีวิตของคุณขาดสีสันคัลเลอร์ฟูล ได้แต่อู้ฟู่อยู่บนความเรียบง่ายเกินไปยังไงล่ะ ฉะนั้นลองหมั่นเติมความสนุกใส่ชีวิตดูซะบ้างนะคะ ที่สำคัญจะสนุกอะไรก็สนุกได้ แต่อย่าสนุกอยู่บนความทุกข์ของคนอื่นละกัน มันไม่เก๋เลยค่ะ
3. เติมความรัก ได้ยินประโยคนี้แล้วอย่าเพิ่งอิจฉาคนที่มีแฟนล่ะ เพราะเราไม่ได้หมายถึงความรักที่ได้จากแฟนเพียงอย่างเดียว จำไว้ค่ะว่า Love is All Around ดังนั้นไอ้อาการขาดความสุขที่เกิดจากขาดรักเนี่ย มันเลยสามารถเติมกันได้ง่ายๆ เพียงแต่หลายๆ คนอาจคิดกันไม่ถึงเท่านั้นเอง วิธีคิดง่ายๆ คือ “อยากให้ใครรักก็ต้องรักคนอื่นก่อน” รักพ่อรักแม่แล้วบอกเขาไปหรือยัง รักเพื่อนหนักหนาเคยเทคแคร์พวกเขามั้ย? หรือบอกรักแฟนทุกวันแต่ไม่เคยทำให้รู้สึกได้สักที อย่างนี้เขาเรียกว่าเติมแต่ไม่เต็มค่ะ ฉะนั้นวิธีเติมความรักที่ง่ายที่สุดคือ “การให้” รักใครก็บอกเขาไปตรงๆ ไม่ต้องมาอ้ำอึ้งเดี๋ยวถึงปี 2012 แล้วจะสะพรึงทั้งๆ ที่ยังไม่ได้พูดนะคะ อยากทำอะไรให้คนที่เรารักก็ทำเลยโดยที่ไม่ต้องมาคิดว่า “เขาทำอะไรให้เราแล้วบ้าง” แต่ให้คิดเพียงว่า “เราล่ะ ทำอะไรให้เขาบ้าง” ถ้านึกไม่ออกก็รีบทำ ถ้าทำมาเยอะแล้วก็ทำต่อไป เพราะการที่เราทำให้คนที่เรารักด้วยใจ จะยังไงมันก็คือความสุขของเราทั้งนั้น จำไว้ค่ะว่า “การให้ มันมีแต่ได้กับได้” แล้วอย่างนี้ถ้าไม่เรียกว่าเติมเต็มความสุขแล้วจะเรียกว่าอะไรล่ะคะ
4. เติมความคิด ความคิดในหัวของคนเรามีทั้งดีและไม่ดี คละเคล้าปะปนกันไปเหมือนคนในสังคมนี่แหละค่ะ ฉะนั้นไอ้ความคิดไม่ดีที่มันเกิดขึ้นเนี่ยก็จะสามารถมาบั่นทอนความสุขจนทำให้ชีวิตของเราขาดโหว่เป็นรูโบ๋ได้ ฉะนั้นการเติมความคิดก็คือ การใส่สิ่งดีๆ เข้าไปในสมองให้มากขึ้น ฝึกคิดบวกวันละ 10 นาที หรือฝึกคิดดีวันละครึ่งชั่วโมง อะไรประมาณนั้น อย่างที่รู้ๆ กันว่า “ความคิดช่วยกำหนดชีวิตเราได้” ซึ่งถ้าคิดทุกข์แล้วรู้สึกขาด ดังนั้นเราจะพลาดคิดสุขกันทำไมล่ะค่ะ
5. เติมเต็มด้วยตัวเอง มีหลายคนค่ะที่ชอบพูดว่า “รอคนมาเติมเต็มในส่วนที่ขาด” ไม่ปฏิเสธค่ะว่าผู้เขียนก็เคยรอเช่นกัน แล้วยังหลงคิดไปด้วยว่า “สักวันจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายจะต้องโผล่มาเติมให้ภาพของฉันสวยเต็มใบแน่ๆ” ว่าแต่คิดไปคิดมาก็รู้สึกได้ว่า จะรอไปทำไม๊ ในเมื่อไม่มีใครรู้จักเราดีเท่าตัวเองอีกแล้ว และถ้าเกิดมีวันนั้นจริงก็ไม่รู้ว่าคนๆ นั้นจะสามารถเติมเต็มได้ถูกจุดหรือไม่ เพราะเรานี่แหละที่รู้ใจตัวเองที่สุด อีกอย่างการรอคอยให้คนอื่นมาเติมเต็มมันคือการเห็นแก่ตัวอย่างหนึ่งค่ะ เพราะในความเป็นจริงเราควรจะเป็นคนที่เต็มได้ด้วยตัวเอง แต่สามารถเผื่อแผ่ให้กับคนข้างๆ ให้รู้สึกอิ่มไปพร้อมๆ กับเราได้ ฉะนั้นลองย้อนกลับไปอ่านข้อ 1-4 แล้วเริ่มทำดูนะคะ ทีนี้ล่ะคุณจะได้รู้ว่าการเติมเต็มความสุขให้ตัวเองนั้นง่ายมากๆ
ความสุขก็เหมือน “น้ำมัน” ถ้าไม่หมั่นเติม ระวัง!!น้ำมันหมดกลางทางนะคะ

Fulfill for Fully Lifeเติมเต็มความสุขด้วยตัวเองby Intira  Sriumnouyตื่นมาวันนี้รู้สึกว่าตัวเองขาดๆ ค่ะ ไม่รู้มีใครเป็นเหมือนเรามั้ย ที่จู่ๆ ก็รู้สึกว่าชีวิตขาดวิ่นไม่ค่อยสมบูรณ์ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เพิ่งอกหัก ไม่ได้รักคุด ไม่ได้รุดทำงานหนัก แถมยังได้พักเป็นเวลาเพียงพออีกต่างหาก แต่ทำไม๊ ทำไมถึงได้รู้สึก “ไม่เต็ม” แต่พอได้ปรึกษาและพินิจพิเคราะห์อาการกับเพื่อนสาวอยู่นาน คำตอบที่ได้คือ “อาการขาดความสุข” นี่เองที่เป็นตัวบั่นทอนทำให้เรารู้สึกไม่เต็มซะที พอรู้อย่างนี้เราเลยรีบหาวิธีปั๊มความสุขเข้าตัวให้เร็วที่สุด โดยเริ่มจาก
1. เติมด้วยวัตถุ อันนี้ไม่ได้สนับสนุนให้คุณสาวๆ หันมาเป็นสาวกวัตถุนิยมหรอกนะคะ แต่เราอยากให้รู้จักกับคำว่า “ให้รางวัลตัวเอง” มากกว่า ในที่นี้จึงไม่ได้หมายความว่าวัตถุสามารถซื้อความสุขได้เสมอไป แต่ในบางครั้งความรู้สึกที่มันขาดหายไปของเรา อาจเกิดขึ้นเพราะความรู้สึกต้องการที่มีอยู่ในใจ แต่ถูกสกัดไว้ด้วยคำว่า “พอเพียง” ซึ่งหลักพอเพียงถูกต้องที่สุดค่ะ แต่ความพอเพียงที่ว่านั้นต้องพอเพียงไปพร้อมๆ กับใจ ไม่ใช่ว่าอยากพอเพียงแต่ใจกลับทุกข์เหลือเกิน ฉะนั้นเราทำงานมาเหนื่อยๆ ถ้าจะให้รางวัลกับตัวเองในสิ่งที่เราต้องการจริงๆ (ขอย้ำว่าต้องการจริงๆ นะคะ) มันก็คงไม่ใช่เรื่องผิด เพราะคุณรู้หรือไม่ว่า การได้ทำตามใจตัวเองแม้เป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม จะทำให้เรารู้สึกอิ่มเอมขึ้นมาแบบไม่ต้องเค้น ฉะนั้นถ้าตัวเลขในบัญชีหายไปแต่ตัวเลขความสุขในใจกลับทวีขึ้นมาในลักษณะสวนทางกัน ในบางครั้งมันก็คุ้มค่านะคะ2. เติมความสนุก “ความสนุก” ก่อให้เกิด “ความสุข” โดยสนุกในที่นี้สามารถทำได้หลายแบบค่ะ บางคนรักที่จะสนุกโดยการไปแฮงเอ้าท์กับเพื่อนๆ ในขณะที่บางคนสามารถสนุกได้เพียงแค่พกหนังสือติดตัวเพียงเล่มเดียว ซึ่งบางคนอาจเคยคิดว่าชีวิตฉันมีพร้อมทุกอย่างอยู่แล้ว ทั้งการงาน การเงิน และความรัก แต่ทำไม๊ ทำไมยังไม่แฮปปี้ดี๊ด๊าเท่าคนที่มีไม่ครบเครื่องอย่างคุณเลย ทั้งนี้ก็อาจเป็นเพราะว่าชีวิตของคุณขาดสีสันคัลเลอร์ฟูล ได้แต่อู้ฟู่อยู่บนความเรียบง่ายเกินไปยังไงล่ะ ฉะนั้นลองหมั่นเติมความสนุกใส่ชีวิตดูซะบ้างนะคะ ที่สำคัญจะสนุกอะไรก็สนุกได้ แต่อย่าสนุกอยู่บนความทุกข์ของคนอื่นละกัน มันไม่เก๋เลยค่ะ3. เติมความรัก ได้ยินประโยคนี้แล้วอย่าเพิ่งอิจฉาคนที่มีแฟนล่ะ เพราะเราไม่ได้หมายถึงความรักที่ได้จากแฟนเพียงอย่างเดียว จำไว้ค่ะว่า Love is All Around ดังนั้นไอ้อาการขาดความสุขที่เกิดจากขาดรักเนี่ย มันเลยสามารถเติมกันได้ง่ายๆ เพียงแต่หลายๆ คนอาจคิดกันไม่ถึงเท่านั้นเอง วิธีคิดง่ายๆ คือ “อยากให้ใครรักก็ต้องรักคนอื่นก่อน” รักพ่อรักแม่แล้วบอกเขาไปหรือยัง รักเพื่อนหนักหนาเคยเทคแคร์พวกเขามั้ย? หรือบอกรักแฟนทุกวันแต่ไม่เคยทำให้รู้สึกได้สักที อย่างนี้เขาเรียกว่าเติมแต่ไม่เต็มค่ะ ฉะนั้นวิธีเติมความรักที่ง่ายที่สุดคือ “การให้” รักใครก็บอกเขาไปตรงๆ ไม่ต้องมาอ้ำอึ้งเดี๋ยวถึงปี 2012 แล้วจะสะพรึงทั้งๆ ที่ยังไม่ได้พูดนะคะ อยากทำอะไรให้คนที่เรารักก็ทำเลยโดยที่ไม่ต้องมาคิดว่า “เขาทำอะไรให้เราแล้วบ้าง” แต่ให้คิดเพียงว่า “เราล่ะ ทำอะไรให้เขาบ้าง” ถ้านึกไม่ออกก็รีบทำ ถ้าทำมาเยอะแล้วก็ทำต่อไป เพราะการที่เราทำให้คนที่เรารักด้วยใจ จะยังไงมันก็คือความสุขของเราทั้งนั้น จำไว้ค่ะว่า “การให้ มันมีแต่ได้กับได้” แล้วอย่างนี้ถ้าไม่เรียกว่าเติมเต็มความสุขแล้วจะเรียกว่าอะไรล่ะคะ4. เติมความคิด ความคิดในหัวของคนเรามีทั้งดีและไม่ดี คละเคล้าปะปนกันไปเหมือนคนในสังคมนี่แหละค่ะ ฉะนั้นไอ้ความคิดไม่ดีที่มันเกิดขึ้นเนี่ยก็จะสามารถมาบั่นทอนความสุขจนทำให้ชีวิตของเราขาดโหว่เป็นรูโบ๋ได้ ฉะนั้นการเติมความคิดก็คือ การใส่สิ่งดีๆ เข้าไปในสมองให้มากขึ้น ฝึกคิดบวกวันละ 10 นาที หรือฝึกคิดดีวันละครึ่งชั่วโมง อะไรประมาณนั้น อย่างที่รู้ๆ กันว่า “ความคิดช่วยกำหนดชีวิตเราได้” ซึ่งถ้าคิดทุกข์แล้วรู้สึกขาด ดังนั้นเราจะพลาดคิดสุขกันทำไมล่ะค่ะ5. เติมเต็มด้วยตัวเอง มีหลายคนค่ะที่ชอบพูดว่า “รอคนมาเติมเต็มในส่วนที่ขาด” ไม่ปฏิเสธค่ะว่าผู้เขียนก็เคยรอเช่นกัน แล้วยังหลงคิดไปด้วยว่า “สักวันจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายจะต้องโผล่มาเติมให้ภาพของฉันสวยเต็มใบแน่ๆ” ว่าแต่คิดไปคิดมาก็รู้สึกได้ว่า จะรอไปทำไม๊ ในเมื่อไม่มีใครรู้จักเราดีเท่าตัวเองอีกแล้ว และถ้าเกิดมีวันนั้นจริงก็ไม่รู้ว่าคนๆ นั้นจะสามารถเติมเต็มได้ถูกจุดหรือไม่ เพราะเรานี่แหละที่รู้ใจตัวเองที่สุด อีกอย่างการรอคอยให้คนอื่นมาเติมเต็มมันคือการเห็นแก่ตัวอย่างหนึ่งค่ะ เพราะในความเป็นจริงเราควรจะเป็นคนที่เต็มได้ด้วยตัวเอง แต่สามารถเผื่อแผ่ให้กับคนข้างๆ ให้รู้สึกอิ่มไปพร้อมๆ กับเราได้ ฉะนั้นลองย้อนกลับไปอ่านข้อ 1-4 แล้วเริ่มทำดูนะคะ ทีนี้ล่ะคุณจะได้รู้ว่าการเติมเต็มความสุขให้ตัวเองนั้นง่ายมากๆ
ความสุขก็เหมือน “น้ำมัน” ถ้าไม่หมั่นเติม ระวัง!!น้ำมันหมดกลางทางนะคะ
http://www.chicministry.com/mind-body_magazine.php